เร่งสรุปบทเรียน ‘รถคันแรก’

หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ กำหนดเส้นตายรับรถในโครงการรถคันแรก เพื่อให้สามารถปิดโครงการได้อย่างเป็นทางการ ภายใน 30 ก.ย.นี้ไปแล้ว

เมื่อวานนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างการมอบรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง บางตอนระบุถึงความเสียหายจากโครงการประชานิยมล้างผลาญในยุครัฐบาลที่ผ่านมา

“…หนักที่สุด คือ โครงการรับจำนำข้าว ถ้าไม่หยุดวันนี้จะเป็นหนี้อีกเท่าไหร่ ทำไป 2 ปี ถ้าไม่หยุดทำ จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กระทบทีละ 5 แสนล้าน เกิดความเสียหายมากมาย รับจำนำมาตันละ 15,000 บาท ซึ่งราคาตลาดมันไม่ถึงอยู่แล้ว เอาละ ช่วยประชาชนผมไม่ว่า แต่เอามาแล้วจำหน่ายได้ไหม ขายใครได้ไหม ต้นทุน 15,000 บาท วันนี้กลายเป็น 2 หมื่นกว่าบาท และก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็น 3 หมื่น เพราะต้องมีค่าคลังเก็บรักษา ค่าเจ้าหน้าที่ดูแล… เรื่องที่เสียหายมากอีก คือ รถคันแรก เดือดร้อนไปหมด เป็นการสร้างดีมานด์เทียม บางคนซื้อยังขับรถไม่เป็น แต่จองไว้เพื่อเอาเงินแสน เสียเงินไป 8 หมื่นกว่าล้าน ธุรกิจรถยนต์เสียหาย เพราะทุกอย่างบิดเบือน”

นายกฯ พลเอกประยุทธ์ ไม่ควรพูดเรื่องนี้อยู่คนเดียว แต่ควรจะใช้กลไก บุคลากร หน่วยงาน องค์กร ตลอดจนสื่อในเครือข่ายของรัฐ และสื่อที่กินโฆษณาของหน่วยงานรัฐ ทั้งทางตรง-ทางอ้อมทั้งหลาย ทำหน้าที่ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม เป็นวาระแห่งชาติ

ด้วยการเปิดเผยข้อมูล ตีแผ่ความเลวร้าย สรุปบทเรียนความเสียหาย ผลได้ที่ไม่คุ้มเสียของบรรดาโครงการประชานิยมล้างผลาญในยุครัฐบาลที่ผ่านมา

อย่าได้คิด หรือเชื่อคนที่พยายามพูดเอาใจ ทำทีเป็นว่าคนในสังคมเข้าใจถึง “พิษร้าย” ของโครงการเหล่านี้หมดแล้วทีเดียวเชียว

คนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ไม่ใช่ช่องสื่อพาณิชย์กระแสหลัก ยังโหยหาโครงการจำพวก “จำนำข้าว” – “รถคันแรก” ฯลฯ และยังหลงเชื่อว่าเป็นโครงการที่ดี มีประโยชน์ กระทั่งเข้าใจผิดว่า การยุติโครงการเหล่านี้เป็นการกลั่นแกล้ง เล่นเกมการเมือง โดยไม่เข้าใจข้อเท็จจริงว่า มันก่อให้เกิดความเสียหาย “ได้ไม่คุ้มเสีย” อย่างไร

ยกตัวอย่าง โครงการรถคันแรก แค่ประมวลข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้อง และรายงานผลการศึกษาจากองค์กรตรวจสอบ ก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง เช่น

1) เมื่อปี 2556 คณะกรรมาธิการการเงินการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา ชุดที่มีนายคำนูณ สิทธิสมาน เป็นประธาน ได้เคยทำการศึกษาและติดตามการดำเนินโครงการรถยนต์คันแรก ปรากฏผลสรุปน่าสนใจ โดยจำแนกให้เห็นทั้ง ผลดี-ผลเสีย ของโครงการอย่างตรงไปตรงมา บางตอนระบุว่า

“…ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการรถยนต์คันแรก เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2554 โดยกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการคืนเงินภาษีสำหรับรถยนต์คันแรก คือ เป็นรถยนต์คันแรกของผู้ซื้อที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2554 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2555 ราคาขายปลีกไม่เกินคันละ 1 ล้านบาท คืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินคันละ 1 แสนบาท ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยการคืนเงินภาษีจะคืนให้เมื่อครอบครองรถยนต์ 1 ปีไปแล้ว (เริ่มจ่ายคืนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2555 เป็นต้นไป)

1) ผลดี

1.1) โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ยอดขายรถโตแบบก้าวกระโดด

1.2) รัฐบาลยังสามารถจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวเนื่องได้เพิ่มมากขึ้น

1.3) ผู้บริโภคไทยสามารถซื้อรถยนต์ได้ในราคาถูกกว่าปกติ 1 แสนบาท

2) ผลเสีย : หรือผลกระทบที่ตามมาหลังจากดำเนินโครงการดังกล่าวมีมากมาย อาทิ

2.1) ผลของนโยบายที่ทำให้เกิดมีการดึงอุปสงค์ล่วงหน้ามาใช้ ได้ก่อให้เกิดผลกระทบ

ต่อภาวะตลาดรถยนต์ในประเทศช่วงครึ่งหลังของปี 2556 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2.2) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และดีลเลอร์มีรถยนต์ค้างสต๊อกจำนวนมาก ประมาณ 2 แสนคัน เนื่องจากการทิ้งใบจองรถยนต์ การจองเผื่อเหลือเผื่อขาด บางรายจองมากกว่า 1 ยี่ห้อ หรือนิยมยี่ห้อเดียวแต่จองเกิน 2 ชื่อ หรือจอง 3 โชว์รูม ทำให้เกิดการส่งรายชื่อซ้ำซ้อนและยอดจองท่วม บางโชว์รูมยังยินดีคืนเงินจองหากไม่มารับรถยนต์ ให้วางเงินจองต่ำเพียง 1,000-2,000 บาท ปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า

2.3) ตลาดรถมือสองในปัจจุบันได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการรถยนต์คันแรก แต่เมื่อมีโครงการรถยนต์คันแรกออกมาทำให้รถมือสองหลายรุ่นได้รับผลกระทบ ราคาตกต่ำลงไปจากเกณฑ์ปกติอีกประมาณร้อยละ 5-10 ทำให้ราคาเฉลี่ยรถมือสองสภาพดีที่เข้ามาในตลาดตกต่ำลงไปถึงประมาณร้อยละ 25-30

ข้อสังเกต

1) ผลกระทบทางบวกของนโยบายรถยนต์ใหม่คันแรกต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคพบว่า มาตรการรถยนต์คันแรกจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจขยายตัว จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่รัฐต้องจ่ายเงินภาษีสรรพสามิตคืนรถยนต์คันแรก 91,088 ล้านบาท

2) ผลกระทบทางลบของนโยบายรถยนต์คันแรกต่อเศรษฐกิจ กล่าวคือ เป็นโครงการที่ทำให้เกิดอุปสงค์เทียม โดยการดึงความต้องการซื้อรถยนต์ล่วงหน้ามาใช้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้อุปสงค์ที่แท้จริงในปีถัดมาลดลง ทำให้กระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวอย่างน้อย 1-2 ปี อุปสงค์ที่แท้จริงจะกลับมา

3) จะเห็นได้ว่าในช่วงแรกๆ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 500,000 คัน แต่เมื่อได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมากเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 2.5 เท่า ส่งผลให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ดำเนินโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกให้ประชาชนผู้ร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการกำหนดการวางเงินจองที่ต่ำมากเพียง 1 พันบาท ซึ่งตามปกติต้องวางเงินจองอย่างน้อย 5 พันบาท ทำให้มีการจองรถยนต์ซ้ำซ้อน มีการทิ้งใบจอง รวมทั้งการที่รัฐบาลไม่กำหนดวันรับรถที่แน่นอน จึงทำให้ผู้ประกอบการเกิดปัญหาสต๊อกบวม ตัวแทนจำหน่ายรถหรือดีลเลอร์ที่รับคำสั่งซื้อต้องเผชิญกับปัญหาในการหาพื้นที่รองรับสต๊อกที่คาดไม่ถึงเหล่านี้ ปัญหาสต๊อกรถคันแรกได้ลุกลามไปถึงผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายต้องชะลอการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่เพื่อเร่งระบายสต๊อกที่ค้างอยู่ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์มือสอง

4) ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกเกิดความต้องการซื้อ โดยมีมูลเหตุจูงใจจากนโยบายของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ เพราะซื้อรถยนต์ในราคาถูกลงประมาณคันละ 80,000-100,000 บาท ตามหลักสินเชื่อแล้วทำให้มีข้อที่น่าห่วงใยว่า ผู้เช่าซื้อเหล่านี้อาจมีความสามารถในการชำระหนี้ไม่เพียงพอตามหลักสินเชื่อ อีกทั้งวัตถุประสงค์ที่ต้องการซื้อรถส่วนใหญ่ซื้อมาเพื่อความสะดวกสบายในชีวิต ดังนั้น เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น จนอาจมีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคตได้ ซึ่งจากการพิจารณาศึกษาและติดตามความคืบหน้าในการดำเนินนโยบายดังกล่าวพบว่า ผู้ใช้สิทธิ์ในโครงการรถคันแรกเริ่มมีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้รถยนต์กันบ้างแล้ว”

2) เมื่อปี 2557 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เคยสรุปว่า สำหรับโครงการรถคันแรก มีประชาชนขอรับรถยนต์จากผู้ผลิตรถยนต์ไปแล้วกว่า 1.1 ล้านคัน และมียอดตกค้างราว 100,000 คัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าว ค่ายรถยนต์ได้แจ้งให้ทราบว่า ขอยุติการเข้าร่วมโครงการกับภาครัฐแล้ว รวมทั้งผู้ที่ถือใบจอง บางรายแจ้งยืนยันว่าขอทิ้งใบจองและทิ้งเงินมัดจำ และบางรายแจ้งว่าได้ซื้อรถยนต์รุ่นอื่นและยี่ห้อใหม่แล้ว เพราะมีแคมเปญตอบแทนผลประโยชน์มากกว่าโครงการรถคันแรก

“ภาคเอกชนขอวิงวอนว่า ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นพรรคการเมืองใด หรือในการหาเสียงเลือกตั้งในอนาคต ขออย่าให้พรรคการเมืองนำโครงการดังกล่าวมาใช้หาเสียงอีก เพื่อหวังคะแนนเสียงจากประชาชน เพราะผลที่เกิดขึ้นแม้กระทรวงการคลังจะสามารถจัดสรรงบประมาณมาจ่ายคืนภาษีรถยนต์ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการได้ แต่ในข้อเท็จ จริงปรากฏว่า โครงการนี้ทำให้แผนการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยผิดเพี้ยนไปจากปกติ เพราะก่อนหน้านี้ค่ายรถยนต์ก็เร่งกำลังการผลิตรถยนต์คันแรกเพื่อส่งมอบให้เอเย่นต์หรือผู้แทนจำหน่าย แต่เมื่อมีการทิ้งใบจอง ได้ทำให้รถยนต์ในโครงการ 130,000 คัน ไปตกค้างในสต๊อกที่โชว์รูมรถยนต์ และบางโชว์รูมต้องเสียค่าเช่าที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้น และเสียดอกเบี้ยให้ไฟแนนซ์ ทำให้ค่ายรถยนต์ต้องเปลี่ยนแผนเพื่อหันไปผลิตเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้น”

ถึงวันนี้…เมื่อจะปิดโครงการ รัฐบาลก็ควรปิดบัญชี “เช็คบิล” โครงการรถคันแรกต่อสาธารณชน ทำให้เห็นความจริงว่า โครงการนี้มีผลได้ไม่คุ้มเสียอย่างไร? เงินคืนภาษีที่จ่ายไปแล้วเกือบแสนล้านบาทนั้น สามารถจะนำมาใช้สร้างระบบขนส่งมวลชนส่วนรวม รถไฟกี่สาย?

คนที่ได้ประโยชน์มีจริง แต่ปัจจุบันก็ต้องจมภาระหนี้ และจำยอมถูกตรึงอยู่กับรถคันแรก โดยไม่สามารถขายได้ เพราะติดเงื่อนไขตามโครงการอย่างไร?

แล้วจนบัดนี้ ผลจากโครงการก็ยังบิดเบือนตลาดรถยนต์ สร้างความโกลาหล เสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตและการขายรถยนต์ของไทยขนาดไหน? ผลต่อสังคม การจราจร พลังงาน สิ่งแวดล้อม ต่อภาระหนี้ครัวเรือน เป็นอย่างไร? ฯลฯ

อย่าลืมว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมีการทำหมันโครงการประชานิยมแบบล้างผลาญ จำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการสร้างความรู้เท่าทันของคนในสังคมโดยด่วนที่สุด!

สารส้ม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top