หลักคิดบ้าๆ ว่าด้วย ‘รับ-ไม่รับ’ รัฐธรรมนูญ

อ่านข่าวนี้จากเว็บไซต์แนวหน้า ออนไลน์ เมื่อวานนี้ หลังสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แล้วต้องเกาหัว (แม่เท้า) แกรกๆ

“แนวหน้า ออนไลน์” รายงานว่า ขณะที่ นายวันชัย สอนศิริ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอยู่นั้น นายสิระ เจนจาคะ ได้เดินเข้ามาในกลุ่ม และกล่าวแสดงความดีใจ ที่นายวัยชัยทำงานสำเร็จ พร้อมจะจับมือแสดงความยินดี แต่นายวันชัยได้ชิงกล่าวว่า“คุณไม่ต้องมาแสดงความยินดีกับผม ผมไม่มีอะไรต้องยินดี”

นายสิระได้กล่าวต่ออีกว่า “ผมจะขอแสดงความยินดีกับที่ทำให้งบประมาณของประชาชนเสียหายไป 1 พันล้านบาท โดยที่ประชาชนไม่ได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญเลย และเมื่อครู่ก็ได้ยินแล้วว่า หากมีการเชิญไปเป็นสภาขับเคลื่อนแล้วตอบว่าอย่างไร ที่ผ่านมานายวันชัยไม่ปฏิเสธตำแหน่งในสภาขับเคลื่อน เพราะมีนัยอะไรหรือไม่ ที่ไปล็อบบี้ ถ้าล็อบบี้เปล่าๆ คงไม่มีใครล็อบบี้ นายวันชัยจงใจทำให้เกิดความเสียหายจากเงินภาษีประชาชน”

ทั้งนี้ ในระหว่างที่นายสิระพูดอยู่นั้น นายวันชัยก็ได้หลบออกจากกลุ่มผู้สื่อข่าว เดินขึ้นไปยังชั้นบนของอาคารรัฐสภา อาคาร 1 พร้อมกับกล่าวว่า “เขาอยากเกิดก็ปล่อยให้เกิดไป ไม่เป็นไร”

นี่คือบรรยากาศ “น้ำเน่า” ที่ไม่ได้ต่างอะไรไปจากการกล่าวตำหนิพฤติกรรมของ “นักการเมือง” ก่อนหน้านี้ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ไม่ได้ปฏิรูปกระบวนทรรศน์ มารยาท และปฏิสัมพันธ์ต่อกันให้สมกับการเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ “กำหนดแนวทางการปฏิรูป” ให้แก่ประเทศเลย

1) ใครเป็นคนกำหนดว่า ถ้าเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว ต้อง “เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญได้สถานเดียว จะเห็นไปในทางอื่นไม่ได้

2) นอกจากนายวันชัย สอนศิริ ที่ลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญแล้ว มีคนอื่นอีกไหมที่ “ไม่เห็นชอบ” มีคนอื่นอีกไหมที่เคยแสดงท่าทีก่อนหน้านี้ว่าจะคว่ำ ทำไมนายสิระเลือกที่จะ “ตอแย” เฉพาะกับนายวันชัย และกล่าวหาว่านายวันชัยมีผลประโยชน์จากการล็อบบี้ โดยระบุเป็นนัยๆ ว่า นายวันชัยอยากไปอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป

3) ตัวนายสิระ อยากไปอยู่ไหม ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป

4) นายสิระเคยประกาศจะฟ้องนายวันชัย หากลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะเรียกเงินเป็นพันล้านเลยทีเดียว จะฟ้องที่ศาลไหน เมื่อไหร่ ด้วยข้อหาอะไร ตามกฎหมายใด ประชาชนคอยดูอยู่ อย่าให้เนิ่นช้านะครับ เพราะหากยึดตามที่นายสิระกล่าวหาไว้ล่วงหน้า บัดนี้ก็ถือว่า ความผิดสำเร็จแล้ว ขณะเดียวกัน นายวันชัยจะฟ้องนายสิระฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ก็น่าติดตาม

4) ย้อนกลับไปตั้งสติ (ถ้ามี) กันที่ “หน้าที่หลัก” ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติก่อนนะ ว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง 4.1 “กำหนดแนวทางการปฏิรูปประเทศ” เสนอต่อรัฐบาล 4.2 “เสนอเนื้อหาที่จะต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ” ต่อกรรมาธิการยกร่าง และ

คัดเลือกตัวแทนไปร่วมยกร่างตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด และ 4.3 ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ “พิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ” ที่กรรมาธิการยกร่างส่งมาตามขั้นตอนของกฎหมาย

5) ในบรรดาหน้าที่ทั้งหมดของสมาชิกสภาปฏิรูป ข้อที่สำคัญที่สุดคือ การจัดทำข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศ พวกเขาไม่ใช่คนยกร่างรัฐธรรมนูญ มีเพียงบางส่วนเท่านั้น ที่เป็นตัวแทนไปยกร่าง แล้วทำไมจะต้องมา “กำหนด” ว่า สปช. ต้อง “เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ถ้าไม่เห็นชอบ ถือว่าทำให้ประเทศชาติเสียหาย หรือถือว่าทำงานให้ประชาชนไม่สำเร็จ ถ้าเป็นเช่นนั้น จะต้องมี สปช. มาตั้งแต่ต้นทำหอกอะไรกันล่ะครับ ก็มีแค่กรรมาธิการยกร่าง เขียนรัฐธรรมนูญเสร็จ ก็เอาไปถามประชาชน ให้ประชาชนลงมติเสียเลยสิ จะต้องออกแบบให้มีกระบวนการ “รอง” ถึง 2 ชั้น คือ สปช. กรองก่อน ถ้าผ่านชั้นนี้ ก็ไปให้ประชาชนกรองอีกทีทำไม?

6) บัดนี้เมื่อ สปช. ไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็ตกไป ในเวลา 30 วัน เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะตั้งคน 21 คนขึ้นมาเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งสดับเสียงจากรอบทิศแล้ว ก็แนะให้หยิบร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปนี้แหละมาปรับปรุงในส่วนที่เป็นปัญหา ซึ่งมีน้อยกว่าส่วนที่ดี แต่บังเอิญว่า“เป็นปัญหาที่ปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้” 21 คนนี้ มีเวลาทำงาน 

180 วัน คือ 6 เดือนเต็มๆ มีเวลาที่จะรับฟังความเห็นจากฝ่ายหนุนฝ่ายต้านในประเด็นนั้นๆ อย่างมีวิจารณญาณ แล้วไม่ต้องกังวลว่าจะต้องยืนตามเดิมหรือแก้ไขใหม่ ดูจากหลักการว่า บ้านเมืองต้องการหลักเกณฑ์อย่างไร เพื่อนำไปสู่การปฏิรูป ยกระดับนักการเมือง ยกระดับระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุลและคานอำนาจ ตรวจจับ ลงโทษ อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ชักช้า ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร จากนั้นก็นำไปทำ “ประชามติ” ตามขั้นตอนต่อไปก็เท่านั้นเอง

7) ประชาชนที่ยินดีปรีดา ว่าการไม่ผ่านรัฐธรรมนูญของ สปช. ช่วยต่ออายุให้บิ๊กตู่ “อยู่กับพวกหนู” ไปนานๆ ก็จงเข้าใจเสียใหม่ ว่าเวลามันคลาดเคลื่อนไปจากโรดแมปเดิมไม่กี่เดือนหรอก จึงอย่าไปเรียกว่าต่ออายุเลย เรียกว่า ให้อยู่แบกรับสถานการณ์บ้านเมืองต่อไปจะตรงกับความเป็นจริงมากกว่า

8) ส่วนรัฐบาลก็เดินหน้ากางแผน “การปฏิรูป” อย่างเป็นรูปธรรมเสียที เพราะเรื่องนี้เป็น “ธุระใหญ่” ที่ประชาชนเรียกร้อง 

พิมพ์เขียวการปฏิรูปที่ สปช. ส่งให้ เปิดเผยให้ประชาชนรู้เห็นและมีส่วนร่วม นำหน้าประเทศเข้าสู่การปฏิรูปอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องกังวลว่า ต้องขยับเวลาต่อไปอีกหรือไม่ แค่ไหน ทำแล้วให้เนื้องานมันเป็นตัวบ่งชี้ ว่าต้องทำอย่างไร เวลาพอไหม ไปเลือกตั้งกันได้หรือยัง จะถูกต้องกว่า

9) ส่วน สปช. จำพวก “จำอวด” ทั้งหลาย ก็ปิดวิก ปล่อยกลับบ้าน บ้านใครบ้านมัน เลิกเอามาใช้งานเถอะ ประเทศนี้

มีคนตั้งกว่า 60 ล้านคน หาคน 200 กว่าคน มาเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงกระมังครับ

ตั้งเข็มทิศเสียใหม่ ใช้การปฏิรูปนำทาง ดูว่าเรื่องไหนต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ เรื่องไหนต้องออก พ.ร.บ. เรื่องไหนต้องใช้กระบวนการทางสังคม นำไปสู่การปฏิรูปก็ว่ากันไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top