ผมเชื่อมั่นในตัวประชาชนและพลังประชาชน

ในวิกฤติการเมืองครั้งที่ผ่านมา…

ใครคือผู้ที่ออกมารวมตัวต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น?

ใครคือผู้ที่ออกมาต่อต้านการใช้อำนาจโดยมิชอบ?

ใครคือผู้ที่ออกมาต่อต้านระบบอุปถัมภ์ทุนนิยมสามานย์?

ใครคือผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้ข้าราชการพนักงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และองค์กรอิสระ ไม่ยอมก้มหัวให้กับการเมืองสามานย์?

ใครคือผู้ที่ออกมาสนับสนุนให้กำลังใจและช่วยปกป้องข้าราชการที่ดี?

และคำถามที่สำคัญที่สุด ใครคือผู้ที่ทำลายความฝัน ความทะเยอทะยาน ความกระหายอย่างไร้ขอบเขต ไร้คุณธรรมของระบอบทักษิณทุนนิยมสามานย์?

ในทุกคำถามนั้น ต่างมีคำตอบเพียงคำตอบเดียว นั่นก็คือ “ประชาชนชาวไทย”

เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า ประชาชนไทยประสบความสำเร็จในการต่อต้าน ขวางกั้น มิให้ระบอบทักษิณทุนนิยมสามานย์ได้ยึดครองประเทศไทย เพื่อตั้งรัฐไทยใหม่

จนกระทั่งวันนี้ ประชาชนไทยก็ยังเป็นผู้ที่ยันทัพมิให้ระบอบทักษิณทุนนิยมสามานย์โผล่หัวกลับมา และประชาชนจะคงร่วมมือกันต่อสู้ต่อไปด้วยความรักในสถาบันชาติ ศาสน์ และกษัตริย์ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอาศัยอยู่ในประเทศไทยที่มีระบบเสรีประชาธิปไตยปกครองบ้านเมือง ด้วยหลักของการร่วมเป็นเจ้าของประเทศ ร่วมเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ใช้สิทธิ และปฏิบัติหน้าที่

ที่ผ่านมา การต่อสู้เพื่อความถูกต้องยุติธรรมก็เป็นไปด้วยสันติวิธี และการต่อสู้จะสำเร็จได้ ก็ต้องการความมีจิตสำนึก ความกล้าหาญ ยึดมั่นกับกฎหมาย รวมถึงหลักศีลธรรม และการเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเครือข่าย แนวร่วมขององค์กรภาครัฐ เอกชน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และแรงกดดัน แม้กระทั่งการคว่ำบาตรไม่ให้ความร่วมมือต่อผู้บิดเบือนอำนาจและใช้อำนาจในทางที่ผิด ซึ่งหากมีองค์ประกอบเหล่านี้ไม่ครบ การต่อสู้ก็จะเนิ่นนานยืดเยื้อ จนนำอารมณ์มวลชนไปสู่ความหงุดหงิดพลุ่งพล่าน สันติวิธีก็จะถูกเปลี่ยนไปสู่การใช้ความรุนแรง ซึ่งก่อนที่สังคมจะกลายเป็นกลียุค ก็จะมีการแก้ไขปัญหาโดยวิธีทางลัด นั่นคือฝ่ายกองทัพเข้ามาขัดตาทัพโดยการยึดอำนาจ ให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชน

แต่คำถามที่ค้างคาในใจประชาชนไทยหลายๆ คนคือ ในเมื่อแม่ทัพนายกองต่างก็รู้กันอยู่เต็มอกว่า ถ้าท่านไม่ทำอะไรเลย สถานการณ์จะต้องดำเนินมาจนถึงการยึดอำนาจอยู่ดีแล้วทำไมถึงไม่ออกมายืนเคียงข้างประชาชนเสียตั้งแต่แรก? ท่านออกมาเมื่อเหตุการณ์เกือบสุกงอมแล้ว ความสูญเสียที่ท่านบอกว่า ไม่ต้องการให้เกิดมันก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว

หลังจากที่ท่านยึดอำนาจ ประชาชนไทยได้แต่เฝ้ารอดูการดำเนินปฏิรูปประเทศอย่างเงียบๆ โดยยอมถูกลดสิทธิเสรีภาพบางอย่างเพียงชั่วคราว เพื่อแลกกับอนาคตที่ดี ยอมที่จะให้ท่านบังคับชี้นำ เพื่อที่จะได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อย่างที่เขาคาดหวังเมื่อตอนออกมากินนอนกลางถนนเพื่อต่อสู้กับผู้บริหารประเทศที่เป็นเผด็จการรัฐสภา ซึ่งทั้งหมดก็คือ ความเชื่อใจไว้วางใจ ในตัวพวกท่าน

แต่แล้ววันนี้ ท่านกลับจะปฏิรูปประเทศด้วยแนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ว่าด้วยการปฏิรูปและปรองดองเพื่อเป็นคณะผู้มีอำนาจควบคุมสถานการณ์และแก้ไขวิกฤติชาติ ที่มีอำนาจเหนือองค์การการเมืองอื่นๆ ใด (ซึ่งก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่า คณะนี้จะต้องประกอบด้วยข้าราชการทหารเป็นหลัก)

สิ่งนี้สะท้อนว่า พวกท่านมิได้ตระหนัก หรือไม่ก็ได้หลงลืมความตั้งใจของประชาชน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้กับความชั่วร้ายสามานย์ทางการเมืองการปกครอง รวมถึงความมุ่งมั่นของประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในเรื่องการบ้านการเมืองของประเทศชาติมากๆ ยิ่งขึ้น

แล้วอะไรที่จะทำให้คนทั้งประเทศเชื่อได้ว่า คนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ และมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม จะรู้ดีไปกว่าประชาชนในการกำหนดอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเขาเหล่านี้ ก็มิใช่นักอาสาการเมือง ไม่เคยเป็นนักเคลื่อนไหว ไม่ใช่นักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์

จึงไม่แปลกที่จะมีคำถามในใจประชาชนว่า แล้วเขาจะมีจิตใจเพื่อสังคมเสรีประชาธิปไตยได้อย่างไร หรือหากเขาเป็นพวกอำนาจนิยม ชาตินิยมที่มุ่งหวังแค่เสถียรภาพที่ได้มาด้วยอำนาจดิบๆ และกำลังทัพ อำนาจรัฐ อำนาจกฎหมายในมือแล้วประชาชนจะทำอย่างไรได้? เพราะแทนที่ประเทศจะได้มาซึ่งเสถียรภาพจากการที่กฎหมายเป็นที่เคารพ มีการบังคับใช้ผู้ใช้กฎหมายยึดกติกาความถูกต้อง คนในสังคมต่างมีสติปัญญาที่จะพูดจาหาข้อยุติหาทางรับมือกันด้วยเหตุด้วยผล และต่างมีความกล้าหาญที่จะออกมายืนแอ่นอกป้องกันและต่อต้านความชั่วร้ายอาจกลับกลายเป็นการตกอยู่กับ ระบอบประชาธิปไตยหุ่นเชิด ที่ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้แทนที่ไม่มีอำนาจบริหารประเทศอย่างแท้จริง เพราะมีอำนาจคณะกรรมการชุดหนึ่งอยู่เหนืออำนาจประชาชน มากำกับดูแลรัฐบาลของพวกเขา

ตลอดประวัติศาสตร์การเมืองประชาธิปไตยไทย ประชาชนได้ออกมาต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อจู่ๆ ท่านจะให้ประชาชนต้องพึ่งบุญบารมี และการตัดสินใจของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ถูกแต่งตั้งมาจนถึงขนาดไม่ยอมแม้กระทั่งให้ประชาชนออกมาประท้วง (โดยตีความว่าเป็นการกระทำที่จะทำให้ประเทศไร้เสถียรภาพ เป็นวิกฤติ) มันเสมือนเป็นการกระทำที่ดูถูกสติปัญญา จิตสำนึกและความกล้าหาญของประชาชน

ถ้าเป็นอย่างนั้น รัฐบาลคิวบา เกาหลีเหนือและจีนก็น่าจะจัดอยู่ในระดับดีกว่า เพราะอย่างน้อยเขาก็แสดงออกถึงการใช้อำนาจของรัฐบาลโดยชัดเจนดำเนินการกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อม อ้อมแอ้มหลอกใครๆ ว่าเป็นประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่มีคนกลุ่มเดียวที่มีอำนาจเด็ดขาด

และในที่สุดวันหนึ่งเมื่อประชาชนทนไม่ได้ ไม่ว่าท่านจะเข้มแข็งแค่ไหนเขาก็จะออกมาบอกท่านโดยไม่เกรงใจว่าคนไทยไม่ต้องการการปกครองแบบโปลิศบูโรของค่ายคอมมิวนิสต์ ที่มีผู้ใช้อำนาจแบบฟาสซิสต์ชาตินิยม

ในวิกฤติการเมืองครั้งที่ผ่านมา ท่านไม่ได้เข้ามาสกัดปัญหาเสียแต่เนิ่นๆ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์บานปลาย และในครั้งนี้ขณะที่วิกฤติศรัทธาครั้งใหม่กำลังก่อตัวผมหวังว่าท่านจะรีบแก้ไขตั้งแต่ตอนที่ปัญหายังไม่ขยายตัว เพราะอย่างไรก็ตามผมเชื่อว่า พลังประชาชนคือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนการเมืองที่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งผมหวังว่า ท่านจะตระหนักถึงข้อนี้ และดำเนินทิศทางการปฏิรูปประเทศไปบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย มากกว่าจะเลือกใช้กระบวนการประชาธิปไตยแบบครอบงำ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top