นักวิชาการร้อนวิชา คือที่มาของความล้มเหลว

หลายเดือนก่อนหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 จะถูกสมาชิกสภาปฏิรูปคว่ำด้วยคะแนนเสียง 135 ต่อ 105 เสียงได้ดูข่าวการโต้คารมระหว่างกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญกับสมาชิกสภาปฏิรูปบางคน ว่าด้วยเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี และประเด็นที่ว่า ควรทำประชามติหรือไม่นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย ผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองสัตย์ซื่อมือสะอาดคนหนึ่ง เปรยขึ้นว่า “คนพวกนี้ไม่ใช่นักปฏิบัติ”

“คนพวกนี้ไม่ใช่นักปฏิบัติ” บ่งบอกว่าระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ล้มเหลวมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นสิ่งเทียมประชาธิปไตยเมื่อปี 2475 เพราะคนที่คิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองและเขียนรัฐธรรมนูญเป็นพวก “ร้อนวิชา”บ้าทฤษฎีที่ไม่เข้าใจหลักปฏิบัติ และโลกแห่งความจริง

ความจริงข้อนี้พิสูจน์ได้จากคำรำพึงของนายปรีดีพนมยงค์ ที่ว่า “ยามที่มีอำนาจ ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์ยามมีประสบการณ์ ข้าพเจ้าไม่มีอำนาจ” นายปรีดีคือหนึ่งในผู้ก่อการคนสำคัญของคณะราษฎร ที่ร่วมวางแผนยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และเป็นคนที่กำหนดระบอบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก

ระบอบเศรษฐกิจทฤษฎีคาร์ล มาร์กซ์ ที่นำมาใช้ ซึ่งรัชกาลที่ 7 ทรงกังวลว่า เป็นแบบอย่างคอมมิวนิสต์ซึ่งไม่เหมาะกับประเทศไทย แต่คณะราษฎรซึ่งอุดมไปด้วยนักเรียนจากฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ ในยุคนั้น กำลังร้อนวิชาที่ได้เรียนเรื่องปฏิวัติฝรั่งเศส การปฏิวัติบอลเชวิก และระบอบประชาธิปไตยจากอังกฤษ มาแบบงูๆ ปลาๆ ได้นำแนวความคิดทฤษฎีจากฝรั่งเหล่านั้น มาคลุกกันเป็นข้าวยำ ล้มล้างการปกครองจากสถาบันกษัตริย์

การนำทฤษฎีปฏิวัติฝรั่งเศส กับการปฏิวัติบอล เชวิกในรัสเซียมาใช้ องค์รัชทายาทรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 จนถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์พินิต พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นอนุวัตจาตุรนต์ ฯลฯ จึงเป็นเป้าหมายแรกของผู้ก่อการ วังบางขุนพรหม วังสวนสุนันทา และทรัพย์สินส่วนพระองค์จำนวนมาก จึงถูกริบมาประมูลแบ่งขายกันบ้าง ใช้เป็นที่ทำการของรัฐบาลบ้าง

เพราะนำทฤษฎีล้มล้างราชวงศ์ในยุโรป และทฤษฎีเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์มาใช้ โดยผู้ก่อการส่วนใหญ่ไม่เข้าใจและรู้หลักปฏิบัติ การปฏิวัติของคณะราษฎรจึงล้มเหลว เกิดการขัดแย้งกันเอง ในหมู่นักทฤษฎีนักเรียนนอกตั้งแต่เขียนรัฐธรรมนูญฉบับแรก

รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย คือ ที่มาของความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจกันเองในคณะราษฎรจนผลัดกันปฏิวัติ ผลัดกันแย่งชิงอำนาจ และทุกครั้งที่แย่งชิงอำนาจกัน ก็ตามมาด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่น่าขำคือ คณะราษฎรใช้เล่ห์กลเปลี่ยนแปลงการปกครอง ด้วยพฤติกรรมปกปิดซ่อนเร้นหลอกลวงมาตั้งแต่ต้น กล่าวคือ ในวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 มีคนไปหลอกทหารให้นำกำลังและรถถังออกมาจากค่ายอ้างว่าเพื่อทำการฝึกซ้อมรบ พอมีกองกำลังมากพอ พระยาพหลพลพยุหเสนา ฉวยโอกาสอ่านแถลงการณ์คณะราษฎร เปลี่ยนแปลงการปกครองหน้าตาเฉย เมื่อยึดอำนาจมาได้ด้วยเล่ห์กลประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับข้าวยำฝรั่ง บริหารประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เอง คือที่มาของความขัดแย้งในหมู่ผู้ก่อการจนเกิดเหตุการณ์ขบถบวรเดช

ต่อมาเมื่อคณะราษฎรแย่งชิงอำนาจกันเอง ผู้แย่งอำนาจได้สำเร็จ ก็ขุดเอารัฐธรรมนูญที่ซ่อนไว้ใต้ตุ่ม ประกาศใช้บริหารประเทศ จึงพูดได้เต็มปากว่า รัฐธรรมนูญของไทยเริ่มต้นมาด้วยพฤติกรรมซ่อนเร้นเจ้าเล่ห์เพทุบาย

นักทฤษฎีร้อนวิชา บ้าอำนาจที่ไม่ใช่นักปฏิบัติ ผลัดกันเขียนกติกาใช้อำนาจเผด็จการ บริหารประเทศอยู่นานกว่าสองทศวรรษ กระทั่งปี 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ยึดอำนาจจากจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นการปิดฉากนักทฤษฎีร้อนวิชาบ้าอำนาจ ที่ติดกระดุมประชาธิปไตยเม็ดแรกผิดให้ไทย

จอมพลสฤษดิ์ นายทหารบ้านนอกไม่เคยเรียนต่างประเทศ จึงต้องหาคนที่มีความรู้ด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ มาเป็นที่ปรึกษา และได้หลวงวิจิตรวาทการ มาเป็นกุนซือคู่ใจ รัฐธรรมนูญชั่วคราวในการบริหารประเทศ ก็ได้มาจากบรรดาที่ปรึกษาซึ่งไม่เคยเป็นนักปฏิบัติเลย กฎหมายแม่บทในการปกครองประเทศ จึงออกมาแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ

ประเทศชาติปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร มาจนถึงสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งใช้เวลาสิบกว่าปี ไม่สามารถคลอดรัฐธรรมนูญออกมาได้ จนกระทั่งถึงวันที่นักศึกษาปฏิวัติเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ประเทศไทยได้อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นักนิติศาสตร์ นักปกครองมีคุณธรรมเข้ามาขัดตาทัพ รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งจึงกำเนิดขึ้นในปี 2517

แต่รัฐธรรมนูญปี 2517 ก็ถูกฉีกทิ้งในห้วงเวลาเพียงไม่กี่ปี เผด็จการทหารที่มีนักวิชาการร้อนวิชา ช่วยเขียนรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยครึ่งใบขึ้นมาบริหารประเทศ ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา นักนิติศาสตร์ชื่อ มีชัย ฤชุพันธุ์ เริ่มกลายมาเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” ช่วยดูแลกฎหมายร่วมร่างรัฐธรรมนูญทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นนักกฎหมายคู่กายผู้บริหารมาจนถึง สมัยของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีนักกฎหมายนักวิชาการจำนวนมาก รวมทั้งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ นายวิษณุ เครืองาม เข้ามามีบทบาท ในฐานะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ซึ่งหลายคนพูดว่า ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก คือ สายล่อฟ้าที่ทำให้รัฐบาลพลเอกชาติชาย สิ้นสุดลงเร็วกว่ากำหนด

สิ้นบุญรัฐบาลชาติชาย คณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกหลายคน ไหลมารวมกัน กับรัฐบาลไทยรักไทย ของ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทั้ง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และวิษณุ เครืองาม ต่างก็มีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนบัลลังก์ทักษิณ และหลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยึดอำนาจจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 นักกฎหมายที่เคยมีบทบาทสูงในรัฐบาลพลเอกชาติชาย และรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20

จะเห็นว่า ตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี 2475 จนมาถึงวันนี้ เรามีนักเนติบริกรไม่กี่คน นักทฤษฎีร้อนวิชา ที่ไม่ใช่นักปฏิบัติ ไม่เคยสัมผัสความเป็นจริงในบริบทสังคมไทยเลย มาเป็นผู้ร่างกฎหมายเพื่อปกครองประเทศ

เริ่มตั้งแต่ปี 2475 เมื่อคณะราษฎร นำทฤษฎีการปกครองแบบอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส รัสเซีย มาคลุกเป็นข้าวยำบริหารประเทศอย่างไร วันนี้นักทฤษฎีร้อนวิชา ก็หยิบเอาการเลือกตั้งแบบเยอรมันบ้าง แบบฝรั่งเศสบ้างคลุกเคล้ากันฉันนั้น

ขอยกตัวอย่างเพียง 2-3 ข้อให้เห็นว่า การบ้าทฤษฎีเสียหายอย่างไร เช่น การจัดให้มีการเลือกตั้ง Open list คือให้ผู้สมัครในแต่ละพรรคแข่งกันเอง แต่การปฏิบัติจริงคือ พรรคที่เจ้าของมีเงินแสนๆ ล้านก็เอาคนขับรถ คนสวนคนใช้ในบ้านมาเป็นนอมินี การเขียนคลุมเครือที่มาของนายกรัฐมนตรี กติกาสับสนเรื่องที่มา สว. เรื่องผู้สมัครจากกลุ่มการเมือง ฯลฯ

ถ้าไม่ร้อนวิชาบ้าทฤษฎีกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งอยู่ในแวดวงการเมืองไทยกว่าสองทศวรรษ ย่อมรู้ดีว่าเรื่องที่มา สส. สว. นั้น นักการเมืองเจ้าเล่ห์สามารถพลิกแพลงรับได้ทุกเรื่องทุกสถานการณ์ แต่สิ่งที่ทำให้นักการเมืองทั้งฝ่ายเทพและฝ่ายมารรับไม่ได้ คือ หมวดที่ว่าด้วย “คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” (คปป.)

คปป. จะเขียนมาในรูปไหนก็ตาม คือ “ยาดำ” ที่นักการเมืองส่วนใหญ่ผู้คุ้นเคยกับการย่ำยีประเทศชาติตามแผนการชั่วร้ายและเล่ห์กลของทุนสามานย์ปล้นชาติเพียงคนเดียว หรือกลุ่มเดียวมานานหลายปี ไม่ยอมให้มีคณะบุคคลนอก ที่นอกเหนือจากกลุ่มนายเหนือหัวมาร่วมกำหนดกำกับให้การปฏิรูปสำเร็จ ตามความประสงค์ของประชาชน

ดังนั้น คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่จึงไม่จำเป็นต้องไปยกตำราฝรั่งจากไหน มาเป็นต้นแบบร่างรัฐธรรมนูญ โจทย์ของรัฐธรรมนูญอยู่ที่คำพูดของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช.ที่พูดวัน สปช. คว่ำร่าง รธน ว่า “1.ประเทศไทยต้องปฏิรูปหรือไม่2.เชื่อมั่นหรือไม่ว่ารัฐบาลใหม่ที่มาจากพรรคการเมืองจะปฏิรูป ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน ถ้าสงสัยให้กลับไปดูข้อ 1”

รัฐธรรมนูญใหม่ ต้องมีกฎเกณฑ์บังคับอย่างเข้มงวดไม่ให้พรรคการเมือง ใช้หัวคะแนนไปครอบงำ ติดสินบน ใช้อิทธิพลข่มขู่พลเมือง ที่ผ่านมาพลเมืองไม่เคยมีอิสระในการเลือกผู้แทน หรือทำประชามติ สำคัญที่สุดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องผ่านการลงมติจากสภาผลักดันการปฏิรูปอีกต่อไป ร่างเสร็จ ตรวจทานเรียบร้อย ให้ส่งต่อให้ประชาชนลงประชามติเลย

บทเรียนที่ผ่านมา น่าจะบอกได้ว่า ประเทศไทยจึงต้องวนเวียนล้มเหลวซ้ำซากเพราะคนเขียนรัฐธรรมนูญเป็นพวกร้อนวิชา บ้าทฤษฎีที่ “ไม่ใช่นักปฏิบัติ” เหมือนนายชวน กล่าว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top
x
No Deposit Bonus