คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ใช้วิธีการปกครองไม่ได้!

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ไปแถลงตอบข้อซักถามของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่า กรณีความเสียหายจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวนั้น จะไม่ใช้วิธีการฟ้องคดีแพ่ง แต่จะใช้วิธีการเรียกค่าสินไหมทดแทน ตามวิธีการปกครองแทน

โดยระบุว่า เป็นวิธีที่จะมีความสะดวก เพราะถ้าหากผู้ต้องรับผิดชอบไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่มีคำสั่ง ก็สามารถยึดทรัพย์มาชำระค่าสินไหมทดแทนได้ทันที

และยังบอกอีกว่า แทนที่รัฐบาลจะเป็นฝ่ายฟ้องคดี ก็จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายผู้ต้องรับผิด ที่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอน นั่นคือ ถ้าไม่พอใจคำสั่งทางปกครองก็จะต้องอุทธรณ์ และถ้าไม่พอใจคำตัดสินอุทธรณ์ก็ต้องไปฟ้องศาล

โอ้พระเป็นเจ้า! ช่างวิลิศมาหราเสียนี่กระไร

ทำให้นึกถึงการยึดทรัพย์นักการเมืองที่โกงชาติโกงแผ่นดินหลังการปฏิวัติหลายยุคหลายสมัย ที่ตั้งท่ามาเสียดิบดี แต่พอเอาเข้าจริงก็ยึดทรัพย์ใครไม่ได้ แต่ก็บอกไม่ได้ว่า ทำไมจึงมีความรู้สึกนึกถึงเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาในขณะนี้

ก็ต้องทบทวนกันก่อนว่า ก่อนหน้าที่จะมีการแถลงใน สนช.วันสองวัน นายวิษณุ เครืองาม ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าจะมีการตอบข้อซักถามของสมาชิก สนช. ในเรื่องนี้ ซึ่งตนเองต้องการที่จะตอบเพื่อให้เกิดความเข้าใจ อันแสดงว่า ได้มีการเตรียมการเรื่องนี้ที่จะตอบอย่างนี้มาก่อนแล้ว

แต่ก็ต้องแปลกใจว่าในห้วงเวลาเดียวกันนั้น นายกรัฐมนตรีก็ได้แถลงกับสื่อมวลชนว่าจะต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวโดยเร็ว ซึ่งทำให้ประชาชนที่จับตาเรื่องนี้มายาวนานค่อยอุ่นใจขึ้นมา

จึงเป็นอัน ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่? ระหว่างการฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากผู้ต้องรับผิดในกรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ซึ่งเป็นเงินประมาณ 700,000 ล้านบาท หรือว่าจะไม่มีการฟ้องคดีโดยจะใช้วิธีการทางปกครองแทน

การใช้วิธีการทางปกครองนั้น นายวิษณุ เครืองาม ได้แถลงต่อไปว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการ 2 คณะ เพื่อดำเนินการที่กระทรวงพาณิชย์ และที่กระทรวงการคลัง แล้วเสนอนายกรัฐมนตรี ซึ่งถ้าผลการดำเนินการจะต้องเรียกค่าสินไหมทดแทนก็ดำเนินการได้ แต่ถ้าจบก็ต้องจบ และถ้าเมื่อมีการสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว หากไม่พอใจ ก็สามารถอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการได้

ก็ไม่รู้ว่าการตั้งกรรมการ 2 คณะ และการพิจารณาของคณะกรรมการทั้ง 2 คณะนี้ จะต้องใช้เวลาเนิ่นนานอีกสักเท่าใด และจะทันกันหรือไม่กับเวลาที่จะขาดอายุความ ซึ่งตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ก็ระบุว่า คดีจะขาดอายุความในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2559

กลายเป็นว่าการจะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ก็จะย้ายอำนาจมามอบให้กับกรรมการทั้ง 2 คณะนี้ ที่จะชี้เป็นชี้ตาย หรือถ้าหากคณะกรรมการ 2 คณะนี้ ชี้ว่าจะต้องเรียกค่าสินไหมทดแทนแล้ว ก็จะต้องมอบอำนาจไปให้กับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่จะชี้ขาดว่าจะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่

ว้าว! ผลประโยชน์ของแผ่นดินที่แผ่นดินเสียหายในนามของกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ที่มีสิทธิ์จะดำเนินคดีแพ่งได้ตามกฎหมาย ซึ่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช.และผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ได้เร่งรัดให้ฟ้องคดีแพ่งมานานนักหนาแล้วเป็นวงเงินร่วม 700,000 ล้านบาท จะกลับกลายเป็นว่า หน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่องผู้เสียหายเหล่านี้ จะไม่มีสิทธิ์ดำเนินคดีเรียกค่าสินไหมทดแทน และจะต้องยกอำนาจไปให้กับคณะกรรมการ 3 คณะ ที่ว่านั้น

และถ้านักการเมืองเข้ามามีอำนาจแทน คสช. ก็ตรองดูกันเอาเองเถิดว่า ผลการพิจารณาของคณะกรรมการ 3 คณะนี้จะมีใครรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้กับแผ่นดินได้บ้าง?

จากนั้นก็ต้องทบทวนกันอีกว่า นับตั้งแต่กระทรวงการคลังได้ปิดบัญชีความเสียหายจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ตัวเลขความเสียหายก็ชัดเจน ป.ป.ช. ก็ได้ใช้เป็นหลักฐานในการส่งดำเนินคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เป็นอันว่า ใครจะต้องรับผิดชอบบ้าง และจะต้องรับผิดชอบใช้สินไหมทดแทนกันเท่าใด ก็รู้กันมาตั้งแต่ปีมะโว้แล้วแม้คดีอาญาก็ได้ผ่านกระบวนการมาหลายกระบวนการแล้ว แต่การฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนกลับเดินไม่ออก บอกไม่ถูก

นายกรัฐมนตรีได้ย้ำเรื่องจะต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง คนทั้งหลายก็ได้แต่หวังว่าความเสียหายของแผ่นดินจะได้รับการดำเนินการโดยเร็ว เพราะใครๆ ก็รู้ว่ายิ่งช้าไปเท่าใด แผ่นดินก็จะเสียหายมากขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ต้องรับผิดเคลื่อนย้ายถ่ายเททรัพย์สินให้พ้นไปจากการบังคับคดี ช้าไป 1 วัน ก็สามารถโอนย้ายทรัพย์สินได้ 1 วันล่าช้าไป 500 วัน 700 วัน ก็ยิ่งโอนย้ายทรัพย์สินได้สบายมือ และในที่สุดต่อให้รัฐบาลชนะคดีก็จะบังคับคดีเอามาชดใช้ค่าเสียหายให้กับแผ่นดินไม่ได้

ยังคงต้องทบทวนกันต่อไปด้วยว่า ผู้ต้องรับผิดในกรณีทุจริตจากโครงการรับจำนำข้าวนั้นมีคนอยู่ 3 จำพวก คือคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจำพวกหนึ่ง ข้าราชการจำพวกหนึ่ง และนักธุรกิจที่ร่วมสมคบในการทุจริตอีกจำพวกหนึ่ง

ถ้าจะใช้วิธีการทางปกครองก็เป็นที่แน่ชัดว่าไม่สามารถใช้กับผู้ต้องรับผิดที่เป็นเอกชนได้ คนเหล่านี้ก็จะหลุดพ้นไปจากความรับผิด หากจะให้รับผิดก็ต้องไปฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทนอยู่ดี

ในส่วนของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีนั้นยังมีปัญหาว่าจะใช้วิธีการทางปกครอง ตามที่นายวิษณุ เครืองาม แถลงได้หรือไม่เพราะมาตรา 4 ของกฎหมายนั้นบัญญัติว่า

“มาตรา 4 พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่

(1) รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี

(3) การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ในงานทางนโยบายโดยตรง”

กรณีการพิจารณาและสั่งการของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับโครงการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวนั้น อาจมีปัญหาว่าเป็นงานทางนโยบายโดยตรง เพราะเป็นเรื่องที่มีการแถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา และถ้าเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าไม่สามารถใช้วิธีการทางปกครองกับนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตรรวมทั้งรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้

คงจะใช้ได้กับข้าราชการปลาซิวปลาสร้อยเหมือนที่เคยเกิดขึ้นตลอดมานั่นแหละ

รวมความก็คือ ถ้าจะใช้วิธีการทางปกครองดังที่นายวิษณุ เครืองาม ได้แถลงไว้ก็จะเกิดผลดังนี้

ข้อแรก จะต้องไปฟ้องคดีแพ่งกับภาคเอกชนที่ต้องรับผิดทุกคนเป็นคดีต่างหาก

ข้อสอง จะเกิดปัญหาว่าการสั่งใช้วิธีการทางการปกครองให้นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี รับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น กระทำไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 4

ข้อสาม หากใช้วิธีการทางปกครองก็จะถูกจำกัดให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการปกครองบัญญัติไว้ ซึ่งมีช่องโหว่จำนวนมากที่จะทำให้ผู้ต้องรับผิดไม่ต้องรับผิด ในขณะที่การฟ้องคดีแพ่งสามารถฟ้องได้โดยไม่มีปัญหาขัดสนใดๆ

ข้อสี่ รัฐบาล กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ หมดสิทธิ์ที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเอง กลับต้องไปมอบอำนาจชี้ขาดให้กับคณะกรรมการ 3 คณะ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหาสักแค่ไหนตามมา

ข้อห้า วันหนึ่งย่อมมีผู้รู้ชี้ว่า ไม่สามารถใช้วิธีการทางปกครองได้ ครั้นคิดจะมาฟ้องเป็นคดีแพ่ง คดีก็จะขาดอายุความไปแล้ว

ดูไปแล้วก็น่าสงสารฝ่ายทหาร โดยเฉพาะ คสช. ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและมุ่งหมายจะแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมือง แต่กลับต้องมาเผชิญกับเรื่องแบบนี้

ตัวอย่างการถอดยศ ซึ่งในที่สุดรัฐบาลก็ทนการเตะถ่วงไม่ไหว จนต้องส่งให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการ นั่นแหละจึงจะแก้ไขปัญหาได้ แล้วกรณีเรื่องนี้จะทำกันอย่างไรกันดีเล่า?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top